CRM

CRM Software: เปรียบเทียบโปรแกรม CRM ในไทย พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับธุรกิจ

CRM Software หรือโปรแกรม CRM คือระบบที่ธุรกิจใช้เก็บข้อมูลลูกค้าและลงมือจากข้อมูลนั้น ตั้งแต่ติดตามดีลไปจนถึงส่งแคมเปญให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ แต่ก่อนดูว่าตัวไหนดี ต้องตอบคำถามเดียวให้ได้ก่อน: คุณขายให้องค์กร (B2B) หรือขายให้ผู้บริโภค (B2C) เพราะสองแบบนี้ต้องใช้ซอฟต์แวร์คนละชุด

สารบัญ

  1. เปรียบเทียบ CRM ในไทย — B2B และ B2C
  2. Feature ที่ควรดูเวลาเลือก CRM
  3. AI ใน CRM ทำอะไรได้บ้าง — แยก AI จริงออกจาก AI การตลาด
  4. วิธีเลือก CRM ให้เหมาะกับธุรกิจ — 3 ขั้นตอน
  5. FAQ

ยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจคุณต้องใช้ CRM แบบไหน หรือ CRM ทำงานอย่างไร? อ่าน CRM คืออะไร — ความหมาย ประเภท B2B vs B2C และตัวอย่างการใช้งาน ก่อน บทความนี้เน้นเปรียบเทียบเครื่องมือที่มีในไทยโดยเฉพาะ

บทที่ 1: เปรียบเทียบ CRM ในไทย — B2B และ B2C

ตลาด CRM ในไทยมีทั้งเครื่องมือระดับโลกและเครื่องมือที่พัฒนาสำหรับตลาดไทยโดยเฉพาะ การเลือกให้ถูกเริ่มจากเข้าใจว่าธุรกิจคุณเป็น B2B หรือ B2C — เพราะเครื่องมือคนละชุดกัน

B2B CRM (Sales-focused)

เครื่องมือ จุดเด่น เหมาะกับ ข้อควรรู้
Salesforce ระบบนิเวศ (Ecosystem) ใหญ่ที่สุดในโลก, Customization ลึก, Integration เยอะ Enterprise ที่มีทีมเซลล์ขนาดใหญ่ ราคาสูง, ซับซ้อน, ต้องมีทีม Admin — Overkill สำหรับ SME ไทยส่วนใหญ่
HubSpot Free Tier ใช้งานได้จริง, Inbound Marketing + CRM ในตัว, UX ดี Startup และ Mid-market ที่เน้น Content Marketing ฟีเจอร์ขั้นสูงอยู่ในแพ็กเกจราคาสูง
Zoho CRM ราคาย่อมเยา, ครอบคลุม Sales + Marketing + Support SME ที่ต้องการ All-in-one ราคาประหยัด UX ไม่ Modern เท่า HubSpot, Support ในไทยจำกัด
Pipedrive เรียบง่าย ใช้งานง่าย เน้น Pipeline Management ทีมเซลล์ขนาดเล็กที่ต้องการระบบไม่ซับซ้อน ฟีเจอร์ Marketing จำกัด
Odoo Open Source, ปรับแต่งได้ทุกอย่าง, ERP + CRM ในระบบเดียว ธุรกิจที่มี Developer ในทีมและต้องการ Customization สูง ต้องลงทุนเวลา Setup, ไม่มี Loyalty ในตัว

หากสนใจรายละเอียดของแต่ละเครื่องมือ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Salesforce คืออะไร, HubSpot คืออะไร และ Zoho คืออะไร

B2C CRM / Loyalty CRM

ตารางนี้เป็น Shortlist แยกตามขนาดธุรกิจ เพื่อให้เห็นว่าควรเริ่มดูใคร ขนาดวัดจากจำนวนสมาชิก: เล็ก = ไม่ถึง 10,000 คน · กลาง = 10,000–500,000 คน · ใหญ่ = 500,000 คนขึ้นไป

ถ้าต้องการเปรียบเทียบเชิงลึก เช่น ช่องทางสะสมแต้ม ความลึกของกติกาแต้ม (Earn Rules) และ Tier แคมเปญ และประสบการณ์สมาชิก อ่าน ระบบสะสมแต้ม CRM เจ้าไหนดี? เปรียบเทียบแพลตฟอร์ม Loyalty ไทย

ขนาดธุรกิจ เครื่องมือ เหมาะกับใคร
กลางถึงใหญ่ Rocket แบรนด์ที่ขายหลายช่องทางและต้องการรวมแต้มเป็นชุดเดียว พร้อม Automation และ AI
กลางถึงใหญ่ Buzzebees องค์กรที่ต้องการ Enterprise Loyalty พร้อม Reward Ecosystem และทีม Implementation
กลางถึงใหญ่ PRIMO แบรนด์ที่ต้องการ Loyalty CRM พร้อม Customer Data หลาย Touchpoint
กลางถึงใหญ่ Choco CRM แบรนด์หลายสาขาที่ต้องการระบบสมาชิกบน LINE OA เชื่อมกับหน้าร้าน
กลาง Keptpoint แบรนด์ที่มี LINE เป็นช่องทางหลักและต้องการ Marketing Automation
เล็กถึงกลาง DeepBLOK ร้านที่ต้องการมากกว่าแต้มพื้นฐาน และวางแผนขยายระบบ
เล็ก Loga ร้านและธุรกิจบริการที่ต้องการ Loyalty พร้อม Booking หรือ Subscription
เล็ก PointSpot ร้านสาขาเดียวที่เจ้าของดูแลระบบเอง
เล็ก LINE MyCustomer SME ที่ใช้ LINE OA และ LINE SHOPPING เป็นช่องทางหลัก
เล็กมาก LINE Reward Card ร้านที่ต้องการบัตรสะสมแต้มดิจิทัลแบบไม่มีค่าใช้จ่าย

หมายเหตุ: ข้อมูลเปรียบเทียบนี้อ้างอิงจากเว็บไซต์และเอกสารเผยแพร่ของแต่ละเครื่องมือ ณ กันยายน 2026 ฟีเจอร์และราคาอาจเปลี่ยนแปลง — ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการโดยตรงก่อนตัดสินใจ

บทที่ 2: Feature ที่ควรดูเวลาเลือก CRM

การเลือก CRM ที่ดีไม่ใช่ดูว่า "ฟีเจอร์เยอะสุด" แต่ดูว่าฟีเจอร์ตรงกับ Workflow ของธุรกิจคุณหรือไม่ Checklist ด้านล่างแยกตามประเภท และเรียงตามขั้นตอนที่ลูกค้าต้องผ่าน (อ่านเพิ่มว่าแต่ละขั้นคืออะไรใน CRM คืออะไร)

Checklist สำหรับเลือก B2B CRM

  1. การรับลีด (Lead Capture) — รวมลีดจากฟอร์มเว็บ โฆษณา และอีเวนต์เข้าระบบอัตโนมัติได้ไหม ตัดลีดซ้ำ (Deduplication) ได้ไหม แจกลีดให้เซลล์ตามเงื่อนไขได้ไหม
  2. Pipeline — ตั้ง Deal Stage ให้ตรงกับกระบวนการขายของคุณได้ไหม มองเห็นมูลค่า Pipeline รวมและรายเซลล์ไหม
  3. Activity Tracking — บันทึกการโทร อีเมล และการประชุมได้ในที่เดียวไหม เชื่อมกับ Gmail หรือ Outlook ได้ไหม
  4. ใบเสนอราคา (Quotation) — ออกใบเสนอราคาจากระบบได้ไหม มีขั้นตอนอนุมัติส่วนลด (Discount Approval) ไหม
  5. Sales Automation — เตือน Follow-up อัตโนมัติ แจ้งเตือนดีลที่ค้างนาน และส่งอีเมลชุดติดตามลีดได้ไหม
  6. คาดการณ์ยอดขาย (Sales Forecast) และรายงาน — คาดการณ์ยอดขายรายไตรมาสจาก Pipeline ได้ไหม
  7. Integration — ต่อกับระบบบัญชี ERP และเครื่องมือที่ทีมใช้อยู่ได้ไหม
  8. ภาษาไทยและ Support — ใช้งานภาษาไทยได้ไหม มีทีมช่วย Setup ในไทยไหม

Checklist สำหรับเลือก B2C CRM

สำหรับ B2C ให้เช็กทีละขั้นของลูกค้า ถ้าระบบตอบขั้นไหนไม่ได้ ลูกค้าจะหลุดที่ขั้นนั้น

  1. JOIN — ลูกค้าสะสมแต้มได้ไหม ไม่ว่าจะซื้อจากที่ไหน ทั้ง Offline (หน้าร้าน POS), First-party (เว็บไซต์ Shopify) และ Third-party (Shopee, Lazada, TikTok Shop) และสมัครสมาชิกผ่าน LINE ได้ในไม่กี่วินาทีไหม
  2. ENGAGE — กติกาแต้ม Tier และ Reward ปรับตามสินค้า ช่องทาง และกลุ่มลูกค้าได้ไหม และมีแคมเปญมากกว่าคูปอง เช่น Mission, Referral, Check-in หรือ Spin Wheel ไหม
  3. ANALYZE & ACTIVATE — แบ่งกลุ่มจากพฤติกรรม (Behavioral Segmentation) ได้ไหม เช่น RFM, CLV หรือ Churn Risk แล้วตั้ง Workflow อัตโนมัติ หรือให้ AI เลือกข้อเสนอรายบุคคล (Personalized Offer) ได้ไหม (ดูบทที่ 3)
  4. CONVERT — ตั้งข้อเสนอที่ใช้ได้เฉพาะช่องทางของแบรนด์ (First-party Channel) ได้ไหม และวัดได้ไหมว่าลูกค้าที่มาจาก Marketplace หรือแอปเดลิเวอรีย้ายมาซื้อกับแบรนด์โดยตรงกี่คน

Checklist ละเอียดสำหรับระบบสะสมแต้ม (Loyalty Program) — กติกาแต้มขั้นสูง แคมเปญ Customer 360 Reward และต้นทุนรวม — อยู่ใน ระบบสะสมแต้ม CRM เจ้าไหนดี?

บทที่ 3: AI ใน CRM ทำอะไรได้บ้าง — แยก AI จริงออกจาก AI การตลาด

ตอนนี้เกือบทุกเครื่องมือ CRM ติดคำว่า "AI" บนเว็บไซต์ แต่ AI ที่ว่าทำอะไรได้จริงต่างกันมาก ตั้งแต่แค่ติดป้ายไปจนถึงตัดสินใจและลงมือทำแทนคุณ ตารางด้านล่างช่วยแยกระดับ AI ใน CRM ออกจากกัน

ระดับ ทำอะไรได้ ตัวอย่าง
AI แค่ชื่อ มีคำว่า AI บนเว็บไซต์ แต่ฟีเจอร์จริงเป็น Rule-based "Smart Segmentation" ที่จริงๆ คือ Filter ที่ตั้งเอง
AI วิเคราะห์ ใช้ ML วิเคราะห์ข้อมูล แต่คนยังต้องตัดสินใจและลงมือทำเอง แสดง Churn Score บน Dashboard — คุณต้องตัดสินใจเองว่าจะทำอะไรกับลูกค้าคนนี้
AI ลงมือทำ (Activation) AI ตัดสินใจ + ลงมือทำ + วัดผล + ปรับ — อัตโนมัติ AI ระบุลูกค้าเสี่ยง Churn → เลือกข้อเสนอที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนนั้น → ส่งผ่าน LINE → วัดผล → ปรับข้อเสนอครั้งต่อไป

AI ระดับ "Activation" ทำอะไรได้บ้างจริงๆ

ระบบ CRM ที่มี AI ระดับ Activation ไม่ใช่แค่วิเคราะห์แล้วแสดง Dashboard ให้คุณดู แต่:

  • เลือกข้อเสนอที่ใช่สำหรับลูกค้าแต่ละราย — ไม่ใช่ส่งโปรเดียวกันให้ทุกคน
  • กำหนดเวลาและช่องทางที่เหมาะสม — ลูกค้าคนนี้ตอบ LINE ดีกว่า SMS
  • ลงมือทำ — ส่งคะแนนพิเศษ, ส่วนลดเฉพาะบุคคล, ข้อความที่ตรงกับพฤติกรรม
  • วัดผลและปรับ — ข้อเสนอนี้ได้ผลกับลูกค้าประเภทนี้ ครั้งต่อไปปรับให้ดีขึ้น

ความแตกต่างนี้สำคัญ: CRM ที่มี "AI-powered Analytics" ให้คุณเห็นข้อมูล — แต่ทีมคุณยังต้องตัดสินใจและลงมือทำเอง CRM ที่มี AI Activation ทำทั้งหมดนั้นอัตโนมัติ

จากที่เห็นมา ทีมการตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดข้อมูล — ขาดเวลาลงมือทำจากข้อมูล นี่คือช่องว่างที่ AI Activation เข้ามาปิด

AI ใน B2B CRM

ฝั่ง B2B ใช้เกณฑ์เดียวกันได้ AI ระดับวิเคราะห์ เช่น Lead Scoring หรือสรุปการประชุม ช่วยให้เซลล์ทำงานเร็วขึ้น แต่ AI ที่ช่วยได้จริงควรบอกได้ว่า "ดีลไหนควรโทรวันนี้ และควรพูดเรื่องอะไร" ไม่ใช่แค่ให้คะแนน

วิธีประเมิน AI เวลาเลือก CRM

ถามผู้ให้บริการ 3 คำถาม:

  • "AI ตัดสินใจอะไรให้อัตโนมัติบ้าง" — ถ้าตอบว่า "แสดง Dashboard" = ไม่ใช่ Activation
  • "ยกตัวอย่าง Action ที่ AI ลงมือทำโดยไม่ต้องมีคน Approve" — ถ้าไม่มีตัวอย่าง = ยังเป็น Rule-based
  • "AI เรียนรู้จากผลลัพธ์แคมเปญก่อนหน้าหรือไม่" — ถ้าไม่ = ไม่ใช่ AI จริงๆ

บทที่ 4: วิธีเลือก CRM ให้เหมาะกับธุรกิจ — 3 ขั้นตอน

การเลือก CRM ไม่ต้องซับซ้อน ลดให้เหลือ 3 ขั้นตอน:

ขั้นตอนที่ 1: ระบุว่าธุรกิจคุณเป็น B2B หรือ B2C

คำตอบนี้กำหนดทุกอย่าง

  • ขายให้องค์กร (จำนวนลูกค้าหลักร้อย, ดีลใหญ่, วงจรขายยาว) → B2B CRM → ดู Salesforce, HubSpot, Zoho, Pipedrive
  • ขายให้ผู้บริโภค (จำนวนลูกค้าหลักพันขึ้นไป, ซื้อบ่อย, ต้อง Retain) → B2C CRM / Loyalty CRM → ดู Shortlist ในบทที่ 1
  • ขายทั้งสองแบบ → อาจต้องใช้ทั้งสองระบบ หรือเลือก B2C CRM ที่มี Integration กับ B2B CRM ของคุณ

ขั้นตอนที่ 2: เช็ค Scale ของธุรกิจ

B2B — วัดจากขนาดทีมเซลล์

Scale ทีมเซลล์ เครื่องมือที่เหมาะ
Starter 1–5 คน Pipedrive, HubSpot (Free), Zoho
Mid-market 5–50 คน HubSpot, Zoho, Odoo
Enterprise 50+ คน หรือกระบวนการขายซับซ้อนหลายขั้นอนุมัติ Salesforce

B2C — วัดจากจำนวนสมาชิก ใช้ช่วงเดียวกับ Shortlist ในบทที่ 1 (เล็ก ไม่ถึง 10,000 คน · กลาง 10,000–500,000 คน · ใหญ่ 500,000 คนขึ้นไป)

Scale กำหนดระดับ Automation, Segmentation และ AI ที่คุณต้องการ ร้านค้าเล็กที่มีสมาชิก 500 คนใช้ LINE Reward Card ก็พอ แต่แบรนด์ที่มีสมาชิก 200,000 คนต้องการ Automation และ Segmentation ที่ลึกกว่า

ขั้นตอนที่ 3: ทดสอบจริง

อย่าเลือกจากเว็บไซต์อย่างเดียว:

  • นัด Demo — ดูระบบทำงานจริงกับ Use Case ของคุณ
  • ทดสอบกับข้อมูลจริง — Import ข้อมูลลูกค้าจริงเข้าไปดู ใช้งานได้จริงไหม
  • เช็ค LINE Integration — สำหรับตลาดไทย นี่คือจุดตัดสินที่สำคัญ ดูว่า Integration ลึกแค่ไหน (Rich Menu? LIFF? Flex Message? หรือแค่ส่งข้อความ?)
  • ถามเรื่อง Support — มีทีมช่วยตั้งค่าให้ไหม มี Customer Success หลัง Go-live ไหม

สำหรับ B2C ให้ผู้ให้บริการ (Vendor) ทุกรายสาธิตโจทย์เดียวกัน ตั้งแต่การซื้อ การคืนสินค้า (Return) การเปลี่ยน Tier ไปจนถึง Campaign — ดู 10 โจทย์เดโมสำหรับเปรียบเทียบระบบสะสมแต้ม

อ่านเพิ่มเติม: กลยุทธ์ CRM ที่ได้ผลสำหรับธุรกิจ B2C

บทที่ 5: FAQ

ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มจาก CRM ตัวไหน

ฝั่ง B2C ร้านสาขาเดียวเริ่มได้จาก PointSpot, LINE MyCustomer, Loga หรือ DeepBLOK ฝั่ง B2B เริ่มได้จาก HubSpot แพ็กเกจฟรี หรือ Pipedrive แล้วค่อย Scale ขึ้นเมื่อธุรกิจโต

ใช้ B2B CRM กับ B2C CRM ร่วมกันได้ไหม

ได้ และธุรกิจที่ขายทั้งให้ร้านค้าส่งและผู้บริโภคมักต้องใช้ทั้งสองระบบ เช่น ทีมเซลล์ใช้ B2B CRM ดูแลดีลกับร้านค้าปลีก ส่วนทีมการตลาดใช้ B2C CRM ดูแลสมาชิกที่ซื้อสินค้าจากร้านเหล่านั้น สิ่งที่ต้องเช็กคือสองระบบส่งข้อมูลหากันได้หรือไม่

CRM สำหรับร้านอาหารควรมีฟีเจอร์อะไร

ร้านอาหารต้องการ: ระบบสมาชิกที่สมัครหน้าร้านได้เร็ว (QR Code สแกน 10 วินาที), สะสมแต้มอัตโนมัติจาก POS, ส่งโปรโมชันวันเกิดอัตโนมัติ, แบ่งกลุ่มลูกค้าตามความถี่และเมนูที่สั่ง, Integration กับ LINE OA — เพราะลูกค้าร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ใช้ LINE และข้อเสนอที่พาลูกค้าจากแอปเดลิเวอรีกลับมาสั่งกับร้านโดยตรง

ราคาระบบ CRM โดยเฉลี่ยเท่าไหร่

ราคาต่างกันมากตามประเภทและ Scale:

  • LINE Reward Card: ฟรี (ฟีเจอร์จำกัดมาก)
  • LINE MyCustomer: 369 บาท/เดือน
  • PointSpot: เริ่มฟรี, Premium 1,490 บาท/เดือน
  • B2C Loyalty CRM ระดับ Mid-market (Choco CRM, Rocket, PRIMO): ราคาแตกต่างตามจำนวนสมาชิกและฟีเจอร์ — ส่วนใหญ่คิดแบบรายเดือน ควรสอบถามราคาจริงจากผู้ให้บริการ
  • B2B CRM: HubSpot เริ่มฟรี (แพ็กเกจพื้นฐาน), Salesforce เริ่มต้นหลักพันบาท/user/เดือน

สำหรับแบรนด์ขนาดกลางขึ้นไป อย่าเทียบแค่ค่าบริการรายเดือน ให้เทียบต้นทุนรวม 3 ปี (Total Cost of Ownership) ที่รวม Platform, Migration, Integration, Message, Reward และ Support

สรุป

การเลือก CRM ที่ถูกเริ่มจาก 3 สิ่ง: ระบุว่าธุรกิจเป็น B2B หรือ B2C, เช็ค Scale แล้วทดสอบจริงกับข้อมูลของคุณ

ฝั่ง B2B ดูที่ Pipeline, Activity Tracking และ Forecast ฝั่ง B2C ดูว่าระบบพาลูกค้าได้ครบทุกขั้น ตั้งแต่สมัครสมาชิก สร้าง Engagement ลงมือด้วย Workflow หรือ AI ไปจนถึงพาลูกค้ากลับมาซื้อบนช่องทางของแบรนด์

ถ้าธุรกิจคุณเป็น B2C และต้องการระบบ CRM ที่รวม Loyalty Program, ระบบสมาชิก, Automation และ AI Activation ไว้ในที่เดียว — นัด Demo Rocket Loyalty CRM เพื่อดูว่าระบบทำงานจริงกับธุรกิจคุณอย่างไร

ติดต่อเรา

นัดเดโม 30 นาที เราจะจำลอง Customer Journey ของแบรนด์คุณ และแสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มของเราช่วยมัดใจลูกค้าได้อย่างไร

  • ดูเดโมระบบ Loyalty, Marketing และ Service แบบสดๆ
  • แผนการรักษาลูกค้าที่ปรับให้เข้ากับแบรนด์คุณ
  • แพลตฟอร์มที่พร้อมขยายสเกลไปกับธุรกิจคุณ

* 資料僅會自動寄送至公司信箱。若使用個人信箱,業務將致電確認公司資訊。